วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ไฟส่องสว่างหน้ารถ (ทุกรุ่น) รู้ไว้ใช่ว่า

สำหรับรถยนต์ : ทุกยี่ห้อ

สำหรับ สิ่งมีชีวิตแล้ว... ตาเป็นอวัยวะที่ส่งผลต่อหน้าตามากๆ และสำหรับรถก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ถ้าคันไหนมีตางามๆ ก็พลอยทำให้รู้สึกว่ามันสวยแล้ว พอเห็นรายละเอียดอื่นๆ ค่อยว่ากันใหม่ หากมองดีๆ แล้ว รูปร่างของไฟไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้มันดูสวย หากแต่เป็นเพราะเทคโนโลยีของมันด้วย

เทคโนโลยีของไฟหน้าไม่ว่าจะเก่าใหม่ยังไงก็ยังไม่เห็นพ้นโครงสร้างของการรวม กันระหว่าง ตัวกำเนิดแสง (มักจะเป็นหลอดไฟ) กับ ตัวโคมหรือตัวสะท้อนแสงหรือ ตัวขยายแสง อย่างพวกตัวสะท้อนแสงหรือเลนส์นั่นเอง เรามาลองดูเทคโนโลยีของตัวที่ทำหน้าที่สะท้อนแสงกันก่อนเลยดีกว่า

โคมไฟ

หลักการของโคมไฟ ก็เพื่อใช้ประโยชน์จากแหล่งกำเนิดไฟให้ได้มากที่สุด ซึ่งวิธีการง่ายๆ ก็คือ "การสะท้อนแสง" แต่การสะท้อนก็มีหลายแบบหลายวิธี กันไป แต่ที่เป็นที่นิยมกันมากๆ ก็คงหนีไม่พ้น 3 แบบนี้

โคมกระจกหักเหแสง โคมแบบนี้จะใช้ตัวสะท้อนแสงเป็นรูปโคนที่มีพื้นผิวชุบโครเมี่ยมเงาๆ ซึ่งมักจะต้องมีขนาดใหญ่เพื่อให้ได้แสงมากๆ มันใช้กระจก (หรือพลาสติก) ในการหักเหแสงให้ไปในทิศทางที่ออกแบบไว้ ซึ่งตัวมันเองก็ทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันโคนสะท้อนแสงกับหลอดไฟภายในไปด้วย



Multi-Reflector หรือที่บ้านเราเรียกว่า "ตาเพชร" ที่มีให้เห็นครั้งแรกในฮอนด้าแอคคอร์ดรุ่นที่ 4 ที่ออกมาช่วงระหว่างปี 2533-2536 มันใช้การออกแบบ ตัวสะท้อนแสงให้สะท้อนพร้อมกับหักเหแสงได้ในเวลาเดียวกัน ส่วนกระจกที่ครอบไฟ ก็ใช้เป็นเพียงแค่ป้องกันตัวโคมกับหลอดเท่านั้น การออกแบบ ลักษณะนี้ ส่งผลให้การออกแบบโคมไฟสมัยใหม่มีข้อจำกัดน้อยลง เนื่องจากไม่ต้องใช้ตัวสะท้อนแสงเป็นรูปโคนใหญ่ๆ แล้ว และที่สำคัญ แสงที่ได้มาก็คมกว่า ชัดกว่า ไกลกว่า และในเวลากลางวัน ตัวโคมเองก็ดูสวยงามเย้ายวนใจอีกต่างหาก



Projector หรือ Ellipsoid headlights รูปร่างเหมือนเลนส์กล้องถ่ายรูปกันเลยทีเดียว สำหรับโคมไฟหน้าแบบนี้ ขอเรียกว่าแบบเลนส์เลยละกัน เพราะมันอาศัย เลนส์เพื่อควบคุมแสง โดยเริ่มแรกที่แสงส่องออกมาจากหลอดไฟ มันจะไปสะท้อนกับโคนสะท้อนแสงและสะท้อนออกมารวมกันที่จุดโฟกัส ก่อนผ่านออก ไปที่เลนส์ด้านหน้าสุด และ ณ จุดนี้เอง ที่เราสามารถใส่ตัวควบคุมแสงเอาไว้ได้ด้วย เช่น สามารถกันแสงส่วนนึงออกเพื่อไม่ให้แสงสูงเกินไป เป็นต้น

เป็นที่รู้กันดีว่า เมื่อแสงผ่านเลนส์แล้ว แสงจะถูกจัดเรียงตัวได้ดี และสามารถวิ่งไปในทิศทางที่ต้องการได้อย่างเป็นระเบียบ พลังงานแสงที่ส่องออกมาก็ สูญเสียไปในทิศทางอื่นๆ น้อยลง ดังนั้นเมื่อแสงวิ่งผ่านเลนส์ด้านหน้าโคมไฟแล้ว แสงที่ส่องออกมาจะมีความเข้มแสงที่ดีกว่าแสงที่ส่องออกมาจากโคม ทั่วๆ ไป มีวงจำกัดกว่า ส่องไปได้ไกลกว่า ลองสังเกตรถที่ใช้ไฟหน้าเลนส์นั้น แสงที่พุ่งออกมาจะไม่ค่อยสว่างหากไม่ใช่ทิศทางที่มันจะต้องส่องไป ดังนั้นมันก็เลยไม่มาแยงเข้าลูกในตาเรา ไม่ว่ามันจะสว่างมากแค่ไหนก็ตาม (และถ้าเค้าไม่ได้ปรับไฟให้ส่องสูงๆ ด้วย) ไฟแบบนี้มักจะพบในรถยนต์ไฮโซๆ ซะมาก เนื่องจากราคามันแพงอ่ะนะ...

หลอดไฟ ต้นกำเนิดของความงาม

นับตั้งแต่นายโทมัส อัลวา เอดิสัน เริ่มจดสิทธิบัตรหลอดไฟที่เค้าพัฒนาขึ้นและออกจำหน่ายโดยทั่วไป นับได้กว่า 120 ปีมาแล้ว จนบัดนี้ หลักการก็ยังคงเดิม มันก็คือ "การทำให้ร้อนจนสว่าง แต่ไม่ให้มันไหม้" แค่นั้นจริงๆ การทำให้ร้อนก็คือการเอาไฟฟ้าวิ่งผ่านตัวต้านทานหรือไส้หลอดจน ร้อนและสว่างขึ้น เหมือนจะลุกติดไฟ แต่ไฟมันติดไม่ได้เพราะว่ามันไม่มีออกซิเจนให้เผา แต่ตรงข้าม กลับใช้ก๊าซเฉือยมาอยู่รอบๆ แทน ยิ่งติดลุกไหม้ ติดไฟยากเข้าไปอีก และสิ่งที่บรรจุทุกอย่างเอาไว้ด้วยกันก็คือ กระเปาะกระจกนั่นไงเล่า... กลายเป็นหลอดไฟที่เราเห็นๆ กัน

สำหรับหลอดไฟหน้ารถยนต์ที่เราๆ ใช้กันอยู่ ก็เกิดจากหลักการแบบนี้ เพียงแต่ความต้องการแสงมันมีมากกว่า หลอดตามบ้านทั่วๆ ไป การพัฒนาภายใต้ กรอบของการร้อนแต่ไม่ไหม้ก็เลยเป็นการพัฒนาตัวไส้หลอด บวกกับการเลือกใช้ก๊าซบรรจุและสารประกอบอื่นๆ ใส่เข้าไปนั่นเอง และที่มาของชื่อเรียก ประเภทหลอดต่างๆ ก็มาจากตรงนี้ด้วย ส่วนขาหลอดก็จะมีเบอร์ต่างๆ กันไป เช่น H1, H3, H4, H7, HB3 หรือ HB4 เป็นต้น อันนี้แล้วแต่รุ่นและยี่ห้อของรถด้วย

หลอดไส้ธรรมดา มักจะใช้ไส้ที่ทำจากทังสเตน และดูดอากาศภายในหลอดออกจนไม่เหลือออกซิเจนเลย หรืออาจบรรจุก๊าซเฉื่อยลงไปด้วยเพื่อไม่ให้เกิด ปฏิกิริยาและเผาไหม้

หลอดฮาโลเจน เป็นหลอดที่ยังคงใช้เทคนิคการร้อนแต่ไม่ไหม้เหมือนเดิม แต่เพิ่มก๊าซจำพวกฮาโลเจนเข้าไปในกระเปาะหลอดด้วย เมื่อไส้หลอดทั้งสเตน ร้อนมากๆ และเริ่มระเหิดออกมา มันจะมาจับตัวกับเจ้าฮาโลเจนพวกนี้แหละ แล้วกลับไปเกาะที่ไส้หลอดทันสเตนเหมือนเดิม ไส้หลอดก็เลยไม่ขาดซักกะที และด้วยเหตุนี้ ไส้หลอดก็เลยสามารถทนความร้อนได้สูงกว่าเก่า ก็เลยสว่างได้มากกว่าเก่า แถมยังมีอายุการใช้งานนานกว่าเดิมอีกต่างหาก



แต่ที่ไฮเทคมากว่านั้น หากมีการเคลือบสารที่เรียกว่า ไดโครโออิค ภายในผิวกระเปาะของหลอดฮาโลเจน เมื่อแสงอินฟราเรดที่เราๆ มองกันไม่เห็นอยู่แล้ว พยายามจะกระจายออกมา มันจะถูกสะท้อนกลับไปที่ไส้หลอด ช่วยเพิ่มความร้อนให้กับไส้หลอดอันก่อให้เกิดแสงสว่างที่เพิ่มขึ้นเข้าไปอีก แถมยังทำให้ประหยัดไฟฟ้าได้มากขึ้นด้วย หลอดประเภทนี้จึงถูกเรียกว่า หลอดฮาโลเจน อินฟราเรด

หลอด HID มันทำงานแตกต่างจากหลอดไส้ธรรมดาเนื่องจากมันไม่ได้สว่างมาจากไส้หลอดเหมือน หลอดไฟปกติ แต่กลับใช้หลักของการกระโดดของไฟฟ้า จากขั้วหนึ่งไปอีกขั้วหนึ่งลักษณะคล้ายกับในหลอดฟลูออเรสเซนต์แทน ดังนั้นแหล่งกำเนิดแสงก็มาจากไฟฟ้าที่กระโดดผ่านไอโลหะไปยังขั้วหลอดอีก ข้างหนึ่งนั่นเอง

ระหว่างทางที่ไฟฟ้ากระโดดออกจากขั้วหนึ่งเพื่อเข้าไปหาอีกขั้ว หนึ่ง มันก็จะต้องกระโดดผ่านไอโลหะที่ผสมอยู่กับก๊าซภายในหลอดไป ไอเหล่านั้นก็ได้แก่ เมอร์คิวรี่ เมเทิลฮาไลด์ หรือ โซเดียม ซึ่งเป็นผลให้ไอโลหะเหล่านั้นร้อนและปล่อยแสงจะนวนมากออกมานั่นเอง แต่ปัญหาก็มีอยู่ว่า ไอโลหะที่กล่าวมาเหล่านั้น กว่ามันจะส่องแสงนั้นมันใช้เวลานานเกินไป ลองนึกถึงไฟส่องถนนที่เพิ่งเปิด กว่าจะสว่างมันก็ใช้เวลาพอสมควรอยู่... ไม่ทันการสำหรับรถยนต์เป็นแน่ ดังนั้นในรถยนต์ ไอโลหะที่ว่าจึงต้องเปลี่ยนมาใช้ "ซีนอน" แทนนั้นเอง มันสว่างทันใจกว่าเยอะ... ดังนั้นหลอด HID สำหรับรถยนต์จึงมักจะให้ความหมายเป็น หลอดที่ใช้ซีนอน เป็นส่วนใหญ่

การที่ไฟฟ้าจะกระโดดได้นั้น มันต้องมีการแปลงความต่างศักดิ์ของไฟฟ้าหรือแปลงโวลท์ ให้สูงมาก อุปกรณ์ที่จะต้องใช้คู่กับหลอดประเภทนี้ก็คือ อุปกรณ์แปลงโวลท์ให้สูงขึ้นที่เรียกว่า บัลลาสท์ซึ่งมักจะรวมตัวสตาร์ทเตอร์หรือตัวเริ่มกระแสเข้าไปด้วย เราจึงไม่สามารถเปลี่ยนแค่หลอดฮาโลเจนธรรมดา ให้เป็นซีนอนได้ทันที ต้องติดตั้งบัลลาสท์ด้วย แต่ไม่ต้องห่วง... หลอดซีนอนนั้นนอกจากจะให้ความสว่างกว่าหลอดปกติถึง 300% แล้ว มันยังกินไฟน้อยกว่าด้วย มันใช้ไฟแค่ 35 วัตต์ เท่านั้นในขณะที่หลอดไส้ธรรมดาใช้ไฟประมาณ 55-65 วัตต์ แถมมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าอีก 7 เท่า สำหรับเรื่องแสงและสีก็ลอง เทียบดูจากตารางละกัน


หลอดฮาโลเจน หลอด HID
ความสว่าง Lumen(lm) 1,550lm 3,200lm (ที่ 4,200k)


2,500lm (ที่ 6,000k)


1,850lm (ที่ 9,000k)
สีของแสง Kelvin (k) 3,200k 4,200k / 6,000k / 9,000k


จากตารางข้างบน น่าสังเกตุว่า หากหลอดส่งแสงออกมายิ่งเป็นสีฟ้าแล้ว (สีระหว่าง 6,000-9,000K) ความสว่างหรือ Lumen จะยิ่งลดลง เนื่องจากความถี่ของ แสงสีฟ้าจะทะลุอากาศได้ไม่ดีเท่าแสงสีขาว และสีขาวทะลุได้ไม่ดีเท่าสีเหลือง ดังนั้นหากใครคิดจะเอาหลอดฮาโลเจนที่เคลือบสีฟ้าที่หลอดเพื่อให้แสงมีสี เหมือน หลอดซีนอน มาใส่ก็คิดกันดีๆ เพราะความสว่างมันจะลดลงกว่าหลอดฮาโลเจนสีเหลืองมาตรฐานซะอีกนะ... เสียกะตังค์แล้วยังเสี่ยงขึ้นอีกต่างหาก



เรื่องหน้าตาของหลอด HID แบบมาตรฐานจะแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ D1 กับ D2 โดย D1 จะมีสตารท์เตอร์ติดอยู่ที่ขั้วหลอดด้วย ส่วน D2 จะเป็นหลอดเดี่ยวๆ เลย ส่วนตัวอักษร R หมายถึงการใช้กับโคมสะท้อน หรือพวกตาเพชร ส่วนอักษร S หมายถึงหลอดที่ใช้กับโคมแบบเลนส์โปรเจคเตอร์ และนั่นก็แปลว่า ลักษณะของแสงที่ได้จากหลอดแบบซีนอนจะมีความแตกต่างจากหลอดไส้ปกติ เนื่องจากมันไม่ได้ส่องออกมาทุกทิศทุกทางเหมือนในหลอดไส้ปกตินั่นเอง หลอดซีนอนจึงควรถูกติดตั้งกับโคมสะท้อนที่ออกแบบมาเพื่อใช้ร่วมกันจึงจะ สามารถใช้งานได้อย่างดี แสงสามารถส่องออกมาอย่างถูกทิศถูกทาง... สมบูรณ์ เห็นชัดไร้ที่ติและที่สำคัญ... มันจะได้ไม่ไปแยงตาคนอื่นเค้า...

ที่มา

รูปหลอดจาก Phillips รูปไฟหน้ารถจาก Porsche กับ Mini
http://www.sylvania.com/LearnLighting/LightAndColor/HIDTechnology/
http://www.geocities.com/eec_academic/lighting.html
http://www.mvlc.info/pdf/MVLCbrochure.pdf
http://members.misty.com/don/d2.html
http://www.autolamps-online.com/hidonline/information/howdoesitwork1.htm
http://www.lighting.philips.com/in_en/consumer/carlighting/
http://www.thaiautoserver.com/

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

วิธีเบื้องต้นตรวจสภาพรถซื้อใหม่

1.ตัวถัง
1.1 ดูขอบ, สันข้างรถว่าแนวยังตรงดีอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะระหว่างประตู และตัวถัง
1.2 เปิด/ปิดประตูครบทุกบาน และกระโปรงหน้า-หลัง ได้ดี /ล็อคเด็กประตูหลัง
1.3 มีสนิมบริเวณขอบประตูแต่ละบานหรือไม่
1.4 เห็นรอยสีใหม่พ่นทับสีเก่าในบริเวณขอบประตูหรือไม่ (ถ้ามีขอบยางกันกระแทกลองแง้มดู)

2. กระจก
2.1 กระจกทุกบานขึ้นลงได้สุดหรือไม่ (ถ้าเป็นกระจกไฟฟ้าควรดูเป็นพิเศษ)
2.2 กระจกมีรอยร้าวกกะเทาะหรือไม่อาจจะนําไปสู่การแตกง่ายในอนาคต
2.3 ลวดละลายฝ้ากระจกหลังยังใช้ได้อยู่หรือไม่
2.4 ยางปัดนํ้าฝนต้องเปลี่ยนหรือไม่
2.5 ที่ปัดนํ้าฝนยังใช้งานได้ดี
2.6 ที่ฉีดนํ้าล้างกระจกยังใช้งานได้ดี
2.7 กระจกมองข้างปรับได้ตามปกติ / พับยังไง ให้แสดงให้ดู

3. ยางและล้อ
3.1 เนื้อยางยังนิ่มอยู่พอสมควร / ปียางที่ผลิต / รอยวิ่งของยาง
3.2 ล้อมีรอยบิ่นหรือไม่ / Mag เก่า ใหม่
3.3 แม่แรง / ล้ออะไหล่ / ประแจ / เครื่องมือประจำรถครบหรือไม่

4. กลไกขับเคลื่อน
4.1 เครื่องยนต์เดินเรียบ
4.2 ความร้อนไม่ขึ้นสูง
4.3 เข้าเกียร์ได้ครบ
4.4 เกียร์ไม่หลวม, ไม่มีเสียงดังเวลาเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่ง
4.5 พวงมาลัยไม่มีเสียงดังเวลาเลี้ยว
4.6 เวลาปล่อยมือแล้วรถไม่เอียง
4.7 คลัทช์ไม่แข็งหรือระยะตื้นจนเกินไป
4.8 ที่เปิดฝาเติมน้ำมันเปิดตรงไหน-สาธิตให้ดูด้วย

5. ห้องเครื่อง
5.1 น้ำมันเบรค/ น้ำมันเครื่อง/ น้ำมันเกียร์/ น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ / สายพานต่างๆ น้ำหม้อน้ำ ระดับน้ำฉีดกระจก/ ถามให้รู้ว่าอยู่ตรงไหน
5.2 สายพานต่างๆ น้ำหม้อน้ำ ระดับน้ำฉีดกระจก/ ลอง Start เครื่องฟังเสียงดู เร่งเครื่อง
5.3 หมายเลขเครื่อง / หมายเลขตัวถัง / วันผลิต
5.4 แผ่นกันความร้อนมีให้หรือไม่-ราคาเท่าไร

6. ระบบปรับอากาศ
6.1 แอร์เย็น / ปรับอุณหภูมิได้

7. ภายใน
7.1 หน้าปัดเป็นรอยขูดขีดหรือไม่ / หน้าปัดหลักๆยังใช้งานได้ครบหรือไม่ เช่น เข็มความเร็ว เข็มนํ้ามัน เข็มไมล์ ไฟเบรคมือ เข็มความร้อน
7.2 เบาะปรับได้ท่าทีถนัด / เข็มขัดนิรภัย ลองปรับ+กระตุก
7.3 กระจกมองหลังและข้างปรับได้ทัศน์วิสัยที่ดี/ กระจกข้างปรับได้ ลองพับ /Central Lock
7.4 ยางปูพื้นติดรถมาแบบไหน
7.5 อุปกรณ์ภายในรถ
7.5.1 วิทยุติดรถ
7.5.2 ทดสอบแอร์ ลองแรงลมทุกระดับ ที่วัดอุณภูมิภายใน-นอก /กดแตร
7.5.3 ที่ปัดน้ำฝน INT
7.5.4 ไฟเบรคดวงที่ 3
7.5.5 ไล่ฝ้าหลัง ข้าง ลองกดแล้วจับดูว่าร้อนไหม…..
7.5.6 หมุนพวงมาลัยจนสุด 2 ด้านมีเสียงดังหรือไม่
7.5.7 ไฟหน้า ปรับ ไกล-ใกล้ สูง-ต่ำ
7.5.8 วิทยุ CD ลองฟังแยกทุกจุดว่า OK
7.5.9 กระจกไฟฟ้า 4 บาน กระจกข้างปรับได้ ลอง
7.5.10 สัญญานเตือนไฟเปิด
7.5.11 สัญญานเตือนประตู/เปิด
7.5.12 สัญญานเตือนคาดเข็มขัด
7.5.13 สัญญานเตือนเบรกมือ
7.5.14 นาฬิกา
7.5.15 กุญแจ/รีโมต/Central Lock
7.5.16 ไฟแสดงตำแหน่งเกียร์
7.5.17 ที่เปิดกระโปรง หน้า หลัง ฝาน้ำมันอยู่ตรงใหน
7.5.18 ช่องเก็บของต่างๆเปิด-ปิด ได้ดีหรือไม่

8. ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง
8.1 ไฟสูง ไฟหน้า และไฟหรี่ เปิดติด ปิดดับ สว่างชัดเจน
8.2 ไฟเลี้ยวใช้ได้ทั้ง 2 ข้าง
8.3 ไฟเบรคใช้งานได้
8.4 ไฟถอยหลังใช้งานได้

9. เอกสารต่างๆ
9.1 สมุดทะเบียน
9.2 ใบโอนรถ
9.3 เอกสารประกันภัย / พรบ.
9.4 ใบเสร็จรับเงินค่าdown
9.5 ใบเสร็จค่ามัดจำป้ายแดง 3000 บาท
9.6 ป้ายแดงมีตรา ขส.
9.7 คู่มือรถ
9.8 เอกสารการรับประกันอุปกรณ์รถ
9.9 เอกสารการรับประกันเช็คระยะฟรี
9.10 เอกสารการรับประกันอุปกรณ์ตกแต่ง

Cars4Thais.com นิมิตรใหม่ของเว็บยานยนต์ มือ สองเมืองไทย

นิมิตรใหม่ของเว็บรถยนต์มือสอง ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ภาษาไทยเท่านั้น เรานำเสนอถึงสองภาษา และไม่ได้จำกัดอยู่พื้นที่เฉพาะ ไม่ว่าท่านอยู่ที่ไหน ส่วนไหนของประเทศไทย ท่านสามารถที่จะฝาก รายระเอียดของรถยนต์มอเตอร์ไซ ที่ท่านต้องการนำเสนอกับบุคคลที่ต้องการซื้อรถท่าน และท่านผู้เป็นเจ้าของกิจการรถยนต์มือสอง
เรานำเสนอพื้อนที่เว็บไซของเราเพื่อทำการตลาดให้กับธุรกิจรถมือสองของท่านด้วยให้ท่านเข้าเป็นสมาชิกฟรีในช่วงนี้และหวังว่า เมื่อเรานำเสนอเว็บไซในรูปแบบใหม่ หวังว่าท่าน จะเข้าร่วมโฆษณาต่อไป